รายวิชา

  • BLOG นี้เพื่อ....รายวิชา ED 433 ยุทธศาสตร์การจัดการความรู้ (Strategies for Knowledge Management)

วันอังคาร, กันยายน 21, 2553

เนื้อหาที่เรียน



การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)


การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ


1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม


2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม


นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า การจัดการความรู้ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่


1. บรรลุเป้าหมายของงาน


2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน


3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ


4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน



การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่


(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร


(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ


(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน


(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน


(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัดขุมความรู้ออกมาบันทึกไว้


(6) การจดบันทึกขุมความรู้และ แก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น


โดยที่การดำเนินการ 6 ประการนี้บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง อยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่นที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) และอยู่ในมือ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (ทักษะในการปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว เนื่องจากเชื่อว่า จัดการความรู้จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ



(1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม


(2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ


(3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร และ


(4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยที่การสร้างนั้นเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงาน และที่สำคัญตัวการจัดการความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย



























แม็คโคร


ไมโคร


ภาวะผู้นำ


แผนการสอน


การบริหารจัดการ


วิธีสอน กิจกรรม


การจัดองค์กร


กิจกรรมเสริมหลักสูตร


วิสัยทัศน์/พันธกิจ


เกมส์


แผนงาน สารสนเทศ


โครงงาน


โครงการ


นิทรรศการ


การจัดการความรู้ในโรงเรียน




การจัดการความรู้ในเชิงกลยุทธ์


· สร้างสรรค์ สื่อสาร สำเร็จ


· AIM – เป้าหมาย


· ADAPT – ประยุกต์, ปรับปรุง, พัฒนา


จุดประสงค์การเรียนรู้


1. เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎี


2. ริเริ่มการเรียนรู้


3. รับวัฒนธรรมการเรียนรู้และการตัดสินใจ


4. เร่งรัดการจัดระบบและการบริการ


5. ร่วมมือ



วิธีสอน/กิจกรรม


1. ACTIVE LEARNING


คือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและได้ใช้กระบวน การคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป (ไปลงภาคสนาม)


2. CONCEPT MAPPING LEARNING


การเรียนรู้แบบแผนผังความคิด คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนออกแบบแผนผังความคิด เพื่อนำเสนอความคิดรวบยอด


3. FIELD BASED LEARNING


การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ห้องสมุด หรือห้องคอมพิวเตอร์


4. BRAIN BASED LEARNING


การใช้ความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับสมองเป็นเครื่องมือในการออกแบบ กระบวนการเรียนรู้และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์


รูปแบบของการเรียนรู้


ระดับที่ 1 การเรียนรู้ข้อเท็จจริง (Learning to be facts)


ระดับที่ 2 การเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะ (Learning to be skills)


ระดับที่ 3 การเรียนรู้เพื่อการปรับปรุง (Learning to adapt)


ระดับที่ 4 การเรียนรู้เพื่อเรียนรู้ (Learning to learn)


- วัฒนธรรมการเรียนรู้


- มุ่งอนาคต


- แลกเปลี่ยนข้อมูล


- มุ่งเรียนรู้เพื่อพัฒนา


- คุณค่าของบุคคล


- บรรยากาศเปิดและไว้วางใจ


- เรียนรู้จากประสบการณ์



ครูต้องมีความรู้เรื่อง


- จิตวิทยา


- เทคโนโลยี


- ทักษะทางภาษา(ไทย)


- การวัดและประเมิน


- จิตวิทยาการศึกษา



มาตราฐานความรู้วิชาชีพครู


มาตรฐานที่ 1 ภาษาและเทคโนโลยี


คือ ครูจะต้องให้ภาษาที่มีความถูกต้อง พูดชัดเจน สามารถสื่อสารให้กับนั้นเรียนเข้าใจได้ง่าย สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบในการเรียนการสอน


มาตรฐานที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร


คือ สถานศึกษาจะต้องมีเป้าหมายเป็นของตนเองที่จะเป็นจุดยืนในจัดแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน


มาตรฐานที่ 3 การจัดการเรียนเรียนรู้


คือ ครุจะต้องจัดการเรียนรู้ให้ตรงกับเป้าหายของสถานศึกษาและเพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มตามศักยภาพ


มาตรฐานที่ 4 จิตวิทยาสำหรับครู


คือ ครูจะต้องเข้าใจว่านักเรียนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน มีวิธิการเรียนเรียนรู้ที่ต่างกันเพราะบางคนอาจจะเข้าใจเมื่อครูอธิบาย แต่บางคนอาจจะเข้าใจเมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นต้น


มาตรฐานที่ 5 การวัดละประเมินผลการศึกษา


คือ ครูจะต้องใช้วิธีการวัดและประเมินผลด้วยวิธีและเครื่องมือที่หลากหลาย และตลอดระยะเวลาที่มีการเรียนการสอนเพื่อที่ใจให้นักเรียนไม่ต้องตึงเครียดเวลาสอบปลายภาค หรือกลางภาคเพียงอย่างเดียว


มาตรฐานที่ 6 การบริหารจัดการในห้องเรียน


คือ ครูจะต้องจัดสถานที่ให้เหมาะสม ไม่ร้อน หรือเย็นจนเกินไป บางรายวิชาควรที่จะมีการเรียน รู้เป็นรายกลุ่ม วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนต้องเพียงพอ เป็นต้น


มาตรฐานที่ 7 การวิจัยทางการศึกษา


คือ ครูจะต้องมีการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อที่จะเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนหรือเป็นการหาทาง แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชั้นเรียน


มาตรฐานที่ 8 นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา


คือ ครูจะต้องมีการทำสื่อเพื่อใช่เป้ฯส่วนหนึ่งในกรเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น


มาตรฐานที่ 9 ความเป็นครู


คือ พื้นฐานของความเป็นครูนั้นจะต้องมีความรู้ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนได้


จากมาตรฐานต่างๆเหล่านี้ครูแต่ละคนจะมีประสบการณ์ ความรู้ และการปฏิบัติตนที่แตกต่างกัน ทำให้ครูแต่ละคนในโรงเรียนจึงมีความสามารถหรือความถนัดที่แตกต่างกันด้วย บางคนอาจจะเด่นในบางมาตรฐานที่แตกต่างกัน ซึ่งความสามารถเหล่านี้จะนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันและกัน ทั้งระหว่างครูกับครู และครูกับผู้บริหาร นั้นเอง


เมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ อาจจะเกิดจากการประชุมร่วมกันระหว่างบุคลากรภายในสถานศึกษา ว่าการจัดการเรียนการสอนมีปัญหาในส่วนใด อุปกรณ์หรือสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนเพียงพอหรือไม่ ทางผู้บริหารก็จะมีการนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เมื่อมีการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ความรู้และการปฏิบัติตนกันแล้ว จึงเกิดเป็นความรู้ขององค์กรหรือสถานศึกษา



ประเภทความรู้


1. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge)


2. ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge)


กุญแจสู่ความสำเร็จของ KM


1. ผู้นำ


หมายถึง ผู้เริเริ่ม การกำหนด ทุกคนสามารถเชื่อผู้นำได้ เช่น ในโรงเรียนผู้อำนวยการเป็นผู้กำหนดนโยบาย


2. วัฒนธรรมขององค์กร


หมายถึง เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง คือมีส่วนที่มองเห้นและมองไม่เห็น


มองเห็น กิจกรรม, การจัดการ มองไม่เห็น ความเชื่อ ความศรัทธา


3. ระบบการจัดการเช่นคอมพิวเตอร์, เอกสาร


4. ทรัพยากร


5. ทีมงาน


6. ประชามติความเห็นพ้อง, การยอมรับร่วมกัน


ปัจจัยในการจัดการกลยุทธ์และการปฏิบัติการ (m)


1. Money – เงิน


2. Men – บุคลากร


3. Manage - การจัดการ


4. Material - วัสดุอุปกรณ์


5. Motivation - แรงบันดาลใจ


6. Method - แผนการ


7. Multimedia - มัลติมีเดีย


8. Message - การสื่อสาร


9. Memory - ความจดจำ


10. Move – ปลี่ยนแปลง, เคลื่อนไหว


11. Map - แผนที่


12. Moral – คุณธรรม, จริยธรรม


11. Minute เวลา


วิธีการสร้างอารมณ์ขันของครูในการจัดการเรียนการสอน


อาจมีกิจกรรม เช่น เกมส์, เพลง, เรื่องเล่า, สำวนสุภาษิต, ภาพยนต์, ดนตรี --ที่ทอดแทรกไปในเนื้อหาของบทเรียน

ตัวอย่างเกมกิจกรรม สร้างสัมพันธ์ สนุกสนานสามัคคี
เกม หากว่าเรากำลังสบาย
วัตถุประสงค์
1. ฝึกการพร้อมเพียงในการทำงานเป็นทีม
2. ความว่องไวและความสามัคคี
3. สร้างเสริมในการฟังและการเรียนรู้
4. เปลี่ยนแปลงอิริยาบถในการปฎิบัติกิจกรรมวิชาการ
จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 30 คนขึ้นไป
อุปกรณ์ ไม่มี
สถานที่ ในห้องฝึกอบรม
ระยะเวลา 5 นาที
วิธีการดำเนินการ
- ผู้นำกิจกรรมตกลงกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ถ้าร้องเพลงหากว่าเรากำลังสบาย เพลงบอกให้ทำอะไรให้ทำตาม 2 จังหวะ
- เนื้อเพลงมีดังนี้หากพวกเรากำลังสบายจง.......พลัน” “หากพวกเรากำลังสนุกหมดเรื่องทุกใดๆทั้งสิ้นจง...... พลัน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพค่ะ please!please!